วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

รพ.สรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี จัดกิจกรรมวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 52

from MOPH-ข่าวภูมิภาค by งานประชาสัมพันธ์ รพ.สรรพสิทธิประสงค์
วัน ที่ 29 พฤษภาคม 2552 เวลา 08.00 น. น.พ. ,จรัญ ทองทับ
รองผู้อำนวยการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี
ประธานเปิดกิจกรรมการเดินรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลก ปี 52
พร้อมด้วยคณะกรรมการโรงพยาบาลปลอดบุหรี่ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
อุบลราชธานี ได้จัดกิจกรรมวันงดสูบบุหรี่ขึ้นเช่นกันในวันศุกร์ที่ 29
พฤษภาคม 2552 ณ พลับพลาเรือนไทย หน้าอาคาร 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ
โดยภายในงานประกอบด้วย การมอบนโยบายโรงพยาบาลปลอดบุหรี่จากผู้บริหาร
พิธีมอบเกียรติบัตรแก่บุคลากรผู้เลิกบุหรี่ได้สำเร็จ
นิทรรศพิษภัยของบุหรี่ การเดินและปั่นจักรยานรณรงค์รอบโรงพยาบาล
ตรวจสุขภาพและสมรรถภาพปอด
เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลออกหน่วยให้ความรู้เรื่องบุหรี่ที่โรงเรียนปทุมวิทยากร
เป็นต้น ในหน้าที่ของเราชาวสาธารณสุข
รวมทั้งคณะกรรมการโรงพยาบาลปลอดบุหรี่
เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกท่านต้องทำทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกัน
บำบัดรักษาโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพแล้ว
การส่งเสริมให้มีการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องให้ประชาชนก็เป็น
สิ่งสำคัญ ในการรณรงค์เตือนพิษภัยจากบุหรี่ก็เช่นกัน
เป็นงานที่เราทุกคนทราบกันดีว่าพิษภัยบุหรี่มีมากมาย
หากเราสร้างตระหนักรู้
เตือนภัยให้ประชาชนได้รับรู้จะทำให้ลดภาวะเสี่ยงของโรคอื่นๆ
มากมายทั้งโรคหัวใจ หลอดเลือด มะเร็ง ภูมิแพ้ เป็นต้น
โรงพยาบาลของเราทำงานด้านนี้อย่างต่อเนื่อง มีบุคลากรทุกระดับ
และทุกหน่วยงานให้มีความร่วมมือร่วมใจกันตลอดจนโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
ได้รับการคัดเลือกเป็นโรงพยาบาลปลอดบุหรี่ดีเด่น ในปี พ.ศ. 2552 จาก
เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ สสส.
มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
และเครือข่ายวิชาชีพแพทย์ในการควบคุมการบริโภคยาสูบ เมื่อ วันที่ 17
มกราคม 2552 สำหรับท่านใดที่ต้องการลด ละ
เลิกบุหรี่สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ กลุ่มงานจิตเวช ชั้น 4
อาคาร 50 พรรษามหาวชิราลงกรณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี
หรือโทรสายด่วน 1600

โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จัดอบรมการสาธิตผ่าตัดรากฟันเทียมพระราชทาน

from MOPH-ข่าวภูมิภาค by งานประชาสัมพันธ์ รพ.สรรพสิทธิประสงค์
โรง พยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
จัดการอบรมการสาธิตการผ่าตัดรากฟันเทียมพระราชทาน
เพื่อให้ทันตกรรมแพทย์ในเครือข่ายบริการ
ได้เพิ่มความรู้และประสบการณ์การให้บริการฝังรากเทียมในผู้ป่วยจริง ที่
ห้องประชุมกลุ่มงานทันตกรรม ชั้น 4 อาคาร 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ
โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี นายแพทย์มนัส
กนกศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
เป็นประธานเปิดการอบรมการสาธิตการผ่าตัดรากฟันเทียมพระราชทาน
สำหรับโครงการรากฟันเทียมพระราชทาน
เป็นโครงการในความร่วมมือของกระทรวงวิทยาศาสตร์และกระทรวงสาธารณสุข
ที่จัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกีบรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
ระยะเวลาโครงการ 3 ปี จากปีงบประมาณ 2550 ถึง 2552 ดังนั้นสถาบันทันตกรรม
โดยคณะอนุกรรมการการพัฒนาวิชาการ
ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการพัฒนาวิชาการแก่ผู้เกี่ยวข้อง
ได้กำหนดการประชุมเครือข่ายและจัดอบรมสาธิตการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมและติด
ส่วนยึดฟันเทียมแก่ผู้ป่วยในโครงการดังกล่าว
ทั้งนี้เพื่อให้ทันตกรรมแพทย์ในเครือข่ายบริการจากจังหวัดอุบลราชธานี
จังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดศรีสะเกษ
ได้เพิ่มความรู้และประสบการณ์การให้บริการฝังรากเทียมในผู้ป่วยจริง
วิริยาภรณ์ ข่าว

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

อุบลฯ ป่วยไข้เลือดออกเกือบร้อย ซ้ำพบชิคุนกุนยาในทหารเกณฑ์

อุบลราชธานี - สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จ.อุบลราชธานี
ส่งเจ้าหน้าที่ระดมฉีดยาฆ่ายุงลายในพื้นที่เคยมีผู้ป่วยและพบผู้ป่วยใหม่
เพื่อป้องกันการระบาดของโรคไข้เลือดออก ขณะเดียวกัน
พบผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยาในกลุ่มทหารที่ไปปฏิบัติหน้าที่ 3
จังหวัดชายแดนใต้ แต่ยังไม่มีผู้เสียชีวิตจากโรคทั้ง 2 ชนิด

จากรายงานด้านการระบาดวิทยา สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7
จ.อุบลราชธานี ระบุตั้งแต่เดือนมกราคมถึงวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ในพื้นที่สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7
พบผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกจำนวน 354 ราย พบมากที่ จ.อุบลราชธานี จำนวน
84 ราย โดยผู้ป่วยอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เทือกเขา
รองลงมาเป็นจังหวัดศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ

สำหรับโรคชิคุนกุนยา
มีการตรวจพบในกลุ่มทหารที่กลับมาจากประจำการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ซึ่งเดินทางกลับมาสับเปลี่ยนกำลังและปลดประจำการ
สำหรับทหารที่ป่วยมีภูมิลำเนาที่ จ.อุบลราชธานี 3 ราย ศรีสะเกษ 2 ราย
และอำนาจเจริญ 10 ราย

ทหารทั้งหมดได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว
การระบาดของโรคไข้เลือดออกและโรคชิคุนกุนยาที่พบก็ยังไม่มีผู้เสียชีวิต

ด้านการป้องกัน นพ.ศรายุทธ อุตตมางคพงศ์
ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7
ส่งเจ้าหน้าที่นำยาฆ่ายุงลายไปฉีดพ่นในชุมชนที่เคยมีประวัติพบผู้ป่วยทั้ง
เก่าและใหม่ แต่การป้องกันดีที่สุด คือ
ร่วมกันทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ทั้งในบ้านและรอบบ้าน
รวมทั้งป้องกันไม่ให้ยุงกัด
โดยนอนกางมุ้งและสวมเสื้อผ้ามิดชิดกรณีที่ต้องไปทำไร่ทำสวน

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

อุบลฯ ปล่อยกุ้งก้ามกราม 40 ล้านตัว แก้ความยากจนชาวประมงริมน้ำ

อุบลราชธานี-จังหวัดอุบลราชธานีปล่อย ลูกกุ้งก้ามกราม 40 ล้านตัว
กระตุ้นธรรมชาติตามลำน้ำฟื้นตัว ใช้แก้ปัญหาความยากจนชาวประมงริมน้ำ
ปัจจุบันมีอัตราการจับกุ้งก้ามกรามขายร้อยละ 7.6 ต่อวันต่อคน
มีรายได้วันละ 150-300 บาท

วันนี้(23 พ.ค.)นายชวน ศิรินันท์พร
ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี
ร่วมกับสำนักงานประมงจังหวัดและชาวบ้านหมู่บ้านแพง ต.สว่าง
อ.สว่างวีระวงศ์ ปล่อยพันธุ์ยี่สก ปลานิล ปลาไน จำนวน 20,000 ตัว
พันธุ์กุ้งก้ามกราม 4 ล้านตัว
จากจำนวนกุ้งก้ามกรามที่ปล่อยทั้งหมดในปีนี้ 40 ล้านตัว
ตามโครงการกุ้งก้ามกรามแก้จน
ซึ่งเป็นแผนฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ให้แม่น้ำมูล แม่น้ำชี
และลำน้ำสาขาของจังหวัดอุบลราชธานี

สำหรับการปล่อยกุ้งก้ามกรามที่บ้านแพง ต.สว่าง
ซึ่งเป็นหมู่บ้านประมงริมแม่น้ำเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำใหญ่ที่สุดของ
จังหวัด ถือเป็นแห่งสุดท้ายจากจำนวน 6 จุด
ในการปล่อยสัตว์น้ำสร้างความสมบูรณ์ให้ลำน้ำประจำปี 2552

นายสมศักดิ์ เขตสมุทร ประมงจังหวัดอุบลราชธานี
กล่าวถึงการเพิ่มปริมาณพันธุ์สัตว์น้ำและพันธุ์กุ้งก้ามกรามในแม่น้ำมูลและ
ลำน้ำสาขาตั้งแต่ปี 2546-2550 โดยช่วงระยะเวลาดังกล่าว
มีการปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามพันธุ์ปลาลงสู่แม่น้ำมูลปีละกว่า 40 ล้านตัว
พบลูกกุ้งมีอัตราการรอดชีวิตหลังการปล่อยสูงกว่าพันธุ์สัตว์น้ำชนิดอื่น
และชาวประมงมีอัตราการจับกุ้งก้ามกรามที่โตเต็มที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 1.5-2
ขีดขึ้นมาจำหน่ายคิดเป็นร้อยละ 7.6 ต่อคนต่อวัน
ทำให้ชาวประมงริมแม่น้ำมีรายได้จากการจับกุ้งก้ามกรามขายรายละ 150-300
บาทต่อวัน

สำหรับกุ้งก้ามกรามปัจจุบันเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจของจังหวัด
โดยกุ้งก้ามกรามที่มีอายุประมาณ 6-8 เดือน จะมีน้ำหนักเฉลี่ย 1-2 ขีด
ปัจจุบันมีราคาซื้อขายกิโลกรัมละ 300-450 บาทตามขนาดของตัวกุ้ง
ส่วนการปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามในปี 2552
ได้ขยายพื้นที่การปล่อยกุ้งก้ามกรามในแม่น้ำชี และลำน้ำเซบาย
ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำมูล
เพื่อเพิ่มปริมาณพันธุ์กุ้งก้ามกรามให้มากยิ่งขึ้นตามลำน้ำสาขาเหล่านั้น
ด้วย

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

รมต.ยอมรับจำนำมันสำปะหลังมีปัญหาสวมสิทธิ์เวียนหลายพื้นที่

อุบลราชธานี- "วีระชัย" รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
และประธานคณะกรรมการตรวจสอบโครงการแทรกแซงการรับซื้อหัวมันสำปะหลังประจำฤดู
กาลผลิตปี 2551/52
รับโครงการรับจำนำมันสำปะหลังของรัฐบาลมีการสวมสิทธิเข้าโครงการหลายจังหวัด
พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาให้คณะกรรมการชุดใหญ่ ซึ่งมีนายกอร์ปศักดิ์
สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานรับไปแก้ไขเพิ่มเติม

เมื่อเย็นวันที่ 21 พ.ค. นายวีระชัย วีระเมธีกุล
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ประธานคณะกรรมการตรวจสอบโครงการแทรกแซงการรับซื้อหัวมันสำปะหลัง
ประจำฤดูกาลผลิตปี 2551/2552
พร้อมชุดตรวจสอบได้ตรวจดูโรงเก็บมันสำปะหลังของลานมันบริษัทเนรมิตพืชผล
จำกัด อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี
โดยคณะกรรมการใช้วิธีสุ่มตรวจในพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดการทุจริตในการรับ
จำนำ คือ เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ติดชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน
และมีการรับจำนำมันสำปะหลังเป็นปริมาณมาก
เพื่อป้องกันการสวมสิทธิเข้าสู่โครงการ
และตรวจสอบสถานภาพของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ไว้หรือไม่

นายวีระชัยกล่าวยอมรับว่า
พบปัญหาการสวมสิทธิเกษตรกรนำมันสำปะหลังเข้าจำนำกับรัฐบาลในหลายพื้นที่
ส่วนปัญหาต่อมาเป็นปัญหาเรื่องคิวการรับจำนำที่ไม่เป็นธรรมและไม่ทั่วถึง
และปัญหาต่อมาคือ เรื่องระบบบริหารจัดการที่จุดรับจำนำ อาทิ เรื่องคุณภาพ
เรื่องน้ำหนัก และความชื้นของมันสำปะหลัง

สำหรับปัญหาลานมันร่วมกับเกษตรกรออกใบประทวนสินค้าให้เกษตรกรเบิก
เงินจากโครงการรับจำนำ โดยยังส่งมันสำปะหลังไม่ครบนั้น
ตามรายงานเบื้องต้นคณะกรรมการเข้าใจเป็นการสวมสิทธิเกษตรกร
จึงยังไม่จ่ายเงินค่ามันสำปะหลัง
แต่ภายหลังเมื่อตรวจสอบพบทำถูกต้องก็ได้จ่ายเงินให้เกษตรกรไปทั้งหมดแล้ว

นายวีระชัยยังกล่าวอีกว่า แม้
คณะกรรมการชุดของตนมีจุดประสงค์ควบคุมดูแลการบริหารจัดการและป้องกันการสวม
สิทธิเข้าโครงการรับจำนำมันสำปะหลังของรัฐบาล
แต่มีความตั้งใจจะเสนอแนะไปยังคณะกรรมการชุดใหญ่ของรัฐบาลที่มีนายกอร์ป
ศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในเรื่องการจัดคิว
โดยจัดคิวให้เกษตรกรรายย่อยเข้าสู่โครงการก่อนรายใหญ่

เพราะ การรับจำนำที่ผ่านมามีหลายจังหวัดได้เริ่มใช้มาตรการดังกล่าวแล้ว
ซึ่งเกิดผลดีต่อเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังโดยตรง
และอาจช่วยแก้ปัญหาการสวมสิทธินำมันสำปะหลังนอกโครงการเข้ามาในโครงการด้วย
ซึ่งตนเห็นด้วยในประเด็นนี้

รมว.กระทรวงยุติธรรมและรมช.กระทรวงสาธารณสุข เยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์

from MOPH-ข่าวภูมิภาค by งานประชาสัมพันธ์ รพ.สรรพสิทธิประสงค์
วัน ที่ 16 พฤษภาคม 2552 ที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี
นายพีระพันธุ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายมานิต
นพอมรบดี (นบ-อะ-มอน-บอ-ดี) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
พร้อมด้วยคณะเดินทางไปตรวจเยี่ยม
และมอบกระเช้าผู้ป่วยที่เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลฯ
ด้วยอาการโรคไข้เลือดออก และโรคไข้มาลาเรีย ซึ่งประกอบด้วยนางสำรวย
พันธุ์คำ อายุ 53 ปี ชาวอำเภอตาลสุม เข้าพักรักษาตัวตั้งแต่วันที่ 13
พฤษภาคม ด้วยอาการป่วยเป็นฯไข้มาลาเรียชนิดรุนแรง จากการสอบถาม
แพทย์หญิงภาวินี เหลืองรุ่งโรจน์ แพทย์ที่ทำการรักษา กล่าวว่า
อาการของนางสำรวย ยังไม่ดีขึ้น เนื่องจากคนไข้มีอาการไตวาย
ตัวเหลืองชนิดรุนแรง ต้องให้ยาต้านมาลาเรีย น้ำเกลือ และยากระตุ้นความดัน
และต้องสังเกตอาการซักระยะต่ออีก นอกจากนี้ก็ยังมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก
อีก 3 ราย คือ นางสาวสุพัฒน์ อ่อนสุด อายุ 24 ปี ชาวอำเภอเขมราฐ
เด็กหญิงฤทัย ดำเนินอายุ 15 ปี ชาวอำเภอเขื่องใน และเด็กหญิงสุพัตรา
ศรีบุดดา อายุ 13 ปี ชาวอำเภอน้ำยืน ทั้งหมดมีอาการดีขึ้นตามลำดับ
จากนั้นคณะเดินทางไปเยี่ยมทหารที่ป่วยเป็นโรคไข้มาลาเรียที่โรงพยาบาลค่าย
สรรพสิทธิประสงค์ บริเวณหอผู้ป่วย 2
ซึ่งมีกำลังพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร
จังหวัดศรีสะเกษ เข้าพักรักษาตัว จำนวน 8 นาย ประกอบด้วย พลทหารประสิทธิ์
แสนดี อายุ 21 ปี พลทหารเจศรินทร์ วรรณกาล อายุ 22 ปี พลทหารสมหมาย
จันทพล อายุ 22 ปี พลทหารสุริยา จันทร์จริง อายุ 21 ปี พลทหารสุพลเชษฐ์
คนยืน อายุ 21 ปี จ่าสิบเอก เชาวลิต ทัศกร อายุ 51 ปี
และพลทหารไม่ทราบชื่ออีก 2 นาย ทั้งหมดมีอาการดีขึ้นตามลำดับ
และรอส่งกลับหน่วยภายในวันนี้ จำนวน 3 นาย
สำหรับสถิติกำลังพลที่พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์
ด้วยโรคไข้มาลาเรีย ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 ถึงเดือนพฤษภาคม 2552
จำนวนทั้งสิ้น 316 ราย ซึ่งมีอาการดีขึ้นตามลำดับและส่งตัวกลับแล้ว ณ
ปัจจุบันกำลังพักรักษาตัว จำนวน 8 ราย

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

อุบลฯ แจกถังน้ำดื่มแก้ภัยแล้ง-ขุดแหล่งน้ำใช้ผลิตประปาใหม่

อุบลราชธานี-อบจ.อุบลราชธานี เดินหน้าแก้ปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก
แจกถังน้ำดื่มให้พื้นที่ขาดแคลนน้ำดื่มรุนแรง
พร้อมขุดแหล่งน้ำดิบใช้ผลิตประปาหมู่บ้าน
เสริมโครงการน้ำเพื่อเกษตรกรรมระบบท่อที่ดำเนินการอยู่แล้ว

วันนี้ (21 พ.ค.) นายชัยยงค์ โคตะสิน เลขานุการนายก
อบจ.อุบลราชธานี กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด
ได้รับการร้องเรียนจากนายอุดร บุตรดาพงษ์ นายก อบต.โคกสะอาด อ.น้ำขุ่น
เพราะแหล่งน้ำใช้ผลิตประปาหมู่บ้านโนนยาง ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่จำนวน
285 ครัวเรือน มีกลิ่นเหม็น รวมทั้งแหล่งใช้ผลิตน้ำดิบอยู่ไกลจากชุมชน
มีปัญหาในการจ่ายน้ำเข้าสู่ครัวเรือน
จึงต้องการขยายสระน้ำหลังวัดบ้านโนนยางให้มีขนาดใหญ่
เพื่อใช้เป็นแหล่งผลิตน้ำดิบป้อนเข้าสู่ระบบประปาหมู่บ้าน
จึงได้นำคณะช่างเข้าสำรวจสระน้ำหลังวัดตามที่ อบต.ร้องเรียนมา
พบมีความเหมาะสมสามารให้เป็นแหล่งป้อนน้ำดิบได้
จึงจะจัดส่งเครื่องจักรกลหนักเข้าช่วยเหลือภายในสัปดาห์หน้า
เพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำกักเก็บไว้ใช้ผลิตประปาภายในเดือนมิถุนายนศกนี้

ด้าน นายชาลี นันทา ชาวบ้านโนนยาง ต.โคกสะอาด กล่าวว่า
น้ำประปาที่ใช้อยู่นอกจากมีกลิ่นเหม็นแล้ว น้ำยังมีสีเหลือง
เมื่อชาวบ้านนำมาอาบ ทำให้เป็นผื่นคันมีตุ่มสีแดงขึ้นตามตัว
โดยเฉพาะในเด็ก และเมื่อถึงฤดูแล้งน้ำจะไหลช้า
เพราะแหล่งผลิตน้ำดิบอยู่ไกลชุมชน ทำให้ส่งน้ำมาไม่สะดวก
การจัดหาแหล่งน้ำใช้ผลิตประปาแห่งใหม่ครั้งนี้
จึงเป็นประโยชน์กับชาวบ้านที่จะได้น้ำสะอาดใช้ต่อไป

ขณะเดียวกัน นายชัยยงค์ เลขานุการนายก อบจ.อุบลราชธานี
ได้นำถังน้ำดื่มขนาด 5,000 ลิตร จำนวน 1 ใบ
มอบให้กับโรงเรียนบ้านขี้เหล็ก ต.ขี้เหล็ก
เพื่อเก็บน้ำดื่มไว้ให้นักเรียนบริโภคในช่วงฤดูแล้ง

โรงเรียนดังกล่าวเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3
ปัจจุบันมีนักเรียนจำนวน 400 คน
นักเรียนจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม
ซึ่งเป็นช่วงฤดูแล้งทุกปี และโรงเรียนไม่มีงบประมาณใช้จัดซื้อถังเก็บน้ำ
อบจ.จึงสนับสนุนงบประมาณจัดซื้อ
เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนของนักเรียนโรงเรียนดังกล่าว

สำหรับโครงการบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนที่ขาดแคลนน้ำดื่นในฤดู
แล้งของจังหวัดอุบลราชธานี ปีงบประมาณ 2552 สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
มีมติอนุมัติให้ อบจ.จัดซื้อถังน้ำขนาดบรรจุ 5,000 ลิตร

พร้อมงบประมาณใช้ติดตั้งถังน้ำจำนวน 56 ถัง
แจกไปในพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งและขาดแคลนน้ำดื่มรุนแรง
รวมทั้งยังมีโครงการน้ำใช้ทำเกษตรกรรมผ่านระบบท่อ
และขุดแหล่งน้ำให้เกษตรกรไว้ใช้เพาะปลูกในฤดูแล้งทั้ง 25
อำเภอของจังหวัดด้วย

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

พันธมิตรฯ อีสานใต้ฟรีโหวตตั้งพรรค อุดรฯ-บุรีรัมย์เห็นพ้องมีพรรคการเมือง

ศูนย์ ข่าวภาคอีสาน - สมาชิกพันธมิตรฯอีสานใต้
มีมติฟรีโหวตตั้งไม่ตั้งพรรคการเมือง
โดยทุกฝ่ายย้ำยังเดินหน้าให้ความรู้แนวทางการเมืองใหม่
ใช้เป็นใบเบิกทางไล่ผีปอบการเมืองเก่า ขณะที่พันธมิตรฯอุดรธานี บุรีรัมย์
ฯลฯประชุมลงมติ เห็นชอบตั้งพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ
เดินหน้าการเมืองภาคประชาชนคู่ขนานทั้งในสภาและนอกสภา
พร้อมผนึกพลังมวลชนร่วมฉลอง 1 ปีไล่รัฐบาลหุ่นเชิด นช.ทักษิณ

เมื่อเร็วๆนี้ ที่อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
สมาชิกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.อุบลราชธานี
และจังหวัดใกล้เคียง ประชุมหารือกำหนดท่าที
ก่อนแกนนำแต่ละจังหวัดนำข้อสรุปร่วมประชุมกับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อ
ประชาธิปไตยทั่วประเทศ ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศูนย์รังสิตวันที่ 24 พฤษภาคม

การประชุมวันนี้ มีข้อถกเถียงอย่างกว้างขวาง
ทั้งฝ่ายเห็นด้วยกับการตั้งพรรคการเมือง
ใช้เป็นฐานปูทางเอาคนดีเข้าสภาไปกำหนดทิศทางการเมืองสร้างประโยชน์แก่คนส่วน
ใหญ่ แทนการเมืองน้ำเน่าที่ให้ประโยชน์แต่นักการเมือง
จนการเมืองไทยก้าวไม่ทันการเมืองเพื่อนบ้าน
และอาจตกเวทีการเมืองโลกในอนาคต

สำหรับกลุ่มที่คัดค้านให้ความเห็นว่า
การตั้งพรรคการเมืองอาจทำลายแนวร่วมทางการเมืองของพันธมิตรฯ
และกลัวว่าในที่สุดแล้ว การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองที่
ตั้งขึ้นจะตกไปอยู่ภายใต้การนำของกลุ่มทุนทางการเมืองเหมือนในอดีต

เมื่อทุกฝ่ายต่างมีเหตุผลที่รับฟังได้
จึงมีข้อสรุปจะไม่ใช้การหารือในวันนี้
ใช้เป็นมติร่วมโหวตตั้งหรือไม่ตั้งพรรคการเมืองกับแกนนำทั่วประเทศ
แต่ใช้วิธีให้แกนนำทั้ง 14 คน ใช้ระบบฟรีโหวต
เพื่อให้อิสระแก่ทุกความเห็นในการประชุมแกนนำในวันที่ 24 พฤษภาคม นี้

ส่วนวันที่ 25 พฤษภาคม ซึ่งเป็นเวทีของสมาชิกพันธมิตรฯ
ทั่วไปที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
ก็ให้สมาชิกใช้วิธีเดียวกันออกเสียงชี้ชะตาการตั้งพรรคการเมืองครั้งนี้

ทั้งนี้ ข้อหารือที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันคือ
การสร้างการเมืองใหม่อาจต้องใช้เวลา
เพราะปัจจุบันรากฐานการเมืองไทยยังถูกครอบงำอยู่ในระบบอุปถัมภ์ของนักการ
เมืองเก่า ดังนั้นสมาชิกพันธมิตรฯ
ยังทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้ทางการเมืองลงสู่รากหญ้า
ให้คนที่ยังไม่รู้ได้รู้เท่าทันนักการเมืองน้ำเน่า
เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างให้เป็นการเมืองใหม่ที่ทุกคนได้รับประโยชน์
ร่วมกัน

ด้านพันธมิตรฯบุรีรัมย์มีมติชัด หนุนการตั้งพรรคการเมือง
ดร.ทวีศักดิ์ วังไพศาล แกนนำคนหนึ่งของพันธมิตรฯ อุบลราชธานี
ได้เปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ วันนี้
เป็นการตื่นตัวของภาคการเมืองประชาชน
ซึ่งมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงการเมืองในอนาคต
โดยขาข้างหนึ่งทำหน้าที่ผลักดันการเมืองใหม่ให้เกิดในระบบรัฐสภา
ส่วนขาอีกข้างหนึ่ง ก็ต้องก้าวไปพร้อมกันในรูปแบบการเมืองภาคประชาชน
เพื่อสร้างความรู้ให้ประชาชนก่อนส่งเข้ามาเป็นมวลชนรู้ทันพฤติกรรมนักการ
เมืองโกงบ้านโกงเมือง ดังนั้นการทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้ของพันธมิตรฯ
ยังหยุดไม่ได้ การดำเนินงานต่อไปของพันธมิตรฯ
จึงเข้าลักษณะแยกกันเดินแต่ร่วมกันตี

"หากผลโหวตในวันที่ 24-25 พฤษภาคม มีผลออกมาอย่างไรพันธมิตรฯ
ทุกคนต้องยอมรับมติของเสียงส่วนใหญ่ และต้องทำหน้าที่ของตนเองต่อไป
โดยไม่หมดกำลังใจหรือท้อแท้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว" ดร.ทวีศักดิ์กล่าว

พันธมิตรฯอุดรธานีเห็นด้วยต้องตั้งพรรคการเมือง

ขณะที่ ที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พันธมิตรฯ
จังหวัดอุดรธานี จัดกิจกรรมงาน 193 วัน รำลึกครบรอบ 1 ปี
พันธมิตรฯทำไมต้องตั้งพรรคการเมืองขึ้น โดยมีพันธมิตรฯจ.อุดรธานี หนองคาย
และเลย เข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างคึกคักมากกว่า 500 คน ณ โรงแรมนภาลัย
อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ภายในงานมีตั้งกล่องรับบริจาคช่วยเหลือ ASTV
และเป็นทุนพันธมิตรฯสู้คดี
ท่ามกลางแม่ยกที่นำอาหารและเครื่องดื่มมาให้บริการ

วัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้
เพื่อเป็นการร่วมรับฟังความคิดเห็นของพันธมิตรฯจ.อุดรธานี
และจังหวัดใกล้เคียง เกี่ยวกับเรื่องการจัดตั้งพรรคการเมือง
และเป็นการพบปะสมาชิกพันธมิตรฯก่อนเดินทางไปร่วมงาน 193 วันรำลึกครบรอบ 1
ปีแห่งการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 24-25 พฤษภาคม

สำหรับข้อสรุปในที่ประชุม พันธมิตรฯอุดรฯ
มีมติเห็นด้วยในการจัดตั้งพรรคการเมือง
โดยได้ส่งตัวแทนที่พี่น้องพันธมิตรฯ ได้คัดเลือกเอาไว้แล้วจำนวน 10 คน
เข้าไปร่วมชี้แจงในเวทีประชุมร่วมกับแกนนำพันธมิตรฯ
และพี่น้องพันธมิตรฯจากทั่วประเทศ ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศูนย์รังสิต

ขณะเดียวกันพี่น้องพันธมิตรฯในพื้นที่ จ.อุดรธานี และใกล้เคียง
ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า พร้อมจะเดินทางเข้าไปร่วมกิจกรรม
งานรำลึก 193 วัน ครบรอบ 1
ปีแห่งการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในวันที่ 25
พฤษภาคมด้วย


พันธมิตรฯอุดรธานีเอง ก็ได้จัดสังสรรค์ลงมติเห็นด้วยที่พันธมิตรฯจะตั้งพรรคการเมือง
นายณัฐกฤษณ์ เศวตวรานนท์ ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ จ.อุดรธานี
ให้ความเห็นถึงการจัดตั้งพรรคการเมืองของพี่น้องพันธมิตรฯ ว่า
การจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นสิ่งที่ดี เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
ทำให้ประชาชนธรรมดามีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น
การมีส่วนร่วมด้านการเมืองเพิ่มมากขึ้น
และการที่พรรคพันธมิตรฯจัดตั้งขึ้นหรือในนามพรรคอะไรก็ตาม
เชื่อว่าจะเป็นทางเลือกอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่
การเมืองใหม่ ที่พันธมิตรฯ วางเป้าหมายสูงสุดไว้ร่วมกัน

"พธม.บุรีรัมย์"มีมติเห็นชอบตั้งพรรคการเมือง

นายเสฏวุฒิ ชมพูพงษ์
คณะกรรมการเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) อำเภอเมือง
จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม
ที่ผ่านมาได้ประสานกับเครือข่ายพันธมิตรฯทุกอำเภอของจังหวัดบุรีรัมย์และ
ประชุมร่วมกันทั้งจังหวัดอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก
ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ปลายปี 2548 ไม่เคยจัดประชุมร่วมกันมาก่อนทั้ง ๆ
ที่ทุกคนต่างเรียกตัวเองว่า พันธมิตรฯ
และต่างก็เดินทางไปร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ ตามสถานที่ต่างๆ
ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยไม่นัดหมายตลอดมา

นายเสฏวุฒิ กล่าวต่อว่า
วันนี้สถานการณ์บ้านเมืองของไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี
และเป็นผลดีสำหรับประชาชน
แม้การเมืองในระบบรัฐสภายังไม่ดีหรือสมบูรณ์อย่างที่เราต้องการ
รวมทั้งยังมีนักการเมืองบางกลุ่มทำร้ายประเทศชาติอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งเชื่อว่าไม่เพียงแต่พวกเราที่อยากให้การเมืองไทยดีขึ้น
คนไทยทุกคนก็มีความต้องการเหมือนกัน จึงหลีกหนีไม่พ้นที่เครือข่าย
พันธมิตรฯ ต้องใส่ใจในเรื่องการเข้ามาทำงานการเมืองในสภา
ให้เกิดขึ้นคู่ขนานกับการเมืองนอกสภา

"ในที่ประชุมเครือข่ายพันธมิตรฯ จ.บุรีรัมย์ครั้งนี้
ได้ลงมติร่วมกันว่า ถึงเวลาแล้วที่จำเป็นจะต้องตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา
แต่ต้องคำนึงถึงข้อจำกัด และจุดอันตรายที่ยังมีอยู่เป็นจำนวนมากด้วย"
นายเสฏวุฒิ กล่าว

ขณะนี้คณะกรรมการเครือข่ายพันธมิตรฯ บุรีรัมย์
มีตัวแทนประจำเกือบครบอำเภอแล้ว เช่น อ.เมือง หนองกี่ โนนสุวรรณ ชำนิ
นางรอง หนองหงส์ ละหานทราย และกระสัง และเชื่อว่าเร็ว ๆ
นี้ก็จะมีตัวแทนครบทั้ง 23 อำเภอ ของจ.บุรีรัมย์

นายเสฏวุฒิ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชาวพันธมิตรฯ
บุรีรัมย์จะต้องทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น
ตั้งแต่การก่อตั้งคณะกรรมการพันธมิตรฯ บุรีรัมย์
และเตรียมขยายวงให้มีการประชุมร่วมของพันธมิตรฯ ทุกอำเภอในเร็ว ๆ นี้
รวมทั้งการตั้งเวทีเสวนาระดมความคิดเห็นในเรื่อง
ส่วนปลีกย่อยของการตั้งพรรคการเมือง ที่ชาวพันธมิตรฯ จะต้องระมัดระวัง

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งที่ผ่านมา
ส่วนใหญ่เราพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเรื่อง
การตั้งตัวแทนเข้าและระดมสมาชิกเข้าร่วมการสัมมนาใหญ่กับพันธมิตรฯ
ทั่วประเทศในงาน " 193 วันรำลึก 1 ปี
แห่งการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ที่กรุงเทพฯ ในวันที่
24 -25 พฤษภาคม 2552

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เมืองดอกบัวจัดมหกรรมแห่เทียนพรรษาหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

อุบลราชธานี-จังหวัดอุบลราชธานี
ประกาศจัดงานประเพณีแห่เทียนยาวนานตลอดทั้งเดือนกรกฏาคม
ให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนเที่ยวชมได้อย่างหลากหลาย
ทั้งชมวิถีวัฒนธรรมการทำต้นเทียนพรรษา ท่องเที่ยวไหว้พระเก้าวัด
และปีนี้รัฐให้งบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติม
เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว

นายวิโรฒ มีแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี
ประชุมหารือการจัดงานเทียนพรรษาประจำปี 2552 ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่
1-31 ก.ค.โดยใช้ชื่องานว่า "ฮุ่งเฮืองเมืองธรรม
บุญล้ำเทียนพรรษาประชาพอเพียง"
สำหรับการจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
ซึ่งเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สืบสานจัดเป็นประเพณีติดต่อกันมากว่า 60 ปี
กระทั่งเป็นที่รู้จักของคนไปทั่วโลก
อดีตการจัดงานเทียนพรรษาจะมีระยะเวลาการจัดงานราว 2-3 วัน

สำหรับปีนี้ รัฐบาลได้ให้งบประมาณสนับสนุนการจัดงานเพิ่มเติม
เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวในงานแห่เทียนพรรษากว่า 1 ล้านบาท
จึงได้บรรจุโปรมแกรมการจัดงานให้หลากหลาย
โดยตลอดทั้งเดือนมีกิจกรรมการท่องเที่ยวเยือนชุมชนดูวิถีวัฒนธรรมการตกแต่ง
เทียนแบบใกล้ชิด พร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยว
ที่สนใจร่วมเป็นเจ้าของผลงานแกะสลักเทียนกับช่างทำต้นเทียน

การจัดพิธีอัญเชิญเทียนพรรษาทางชลมารค
ดูการแกะสลักเทียนปะติมากรรมนานาชาติ
ซึ่งเป็นผลงานการรังสรรค์งานของนักปะติมากรรมชาติต่างๆ
รวมทั้งดูวิถีชาวบ้านอีสาน ไหว้พระเก้าวัด
ท่องเที่ยวชื่นใจกับแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ
ที่รายล้อมอยู่ตามอำเภอต่างๆของจังหวัด

นายวิโรฒได้กล่าวด้วยว่า การจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาประจำปี
2552 ต้องขอความร่วมมือร่วมใจของชาวจังหวัดอุบลราชธานีให้ช่วยเหลือกัน
เนื่องจากปัจจุบันประเพณีแห่เทียนพรรษา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางพุทธศาสนา
เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
ทำให้มีการจัดงานประเพณีแห่เทียนพร้อมกันในหลายจุดของประเทศ เช่น
จังหวัดนครราชสีมา
และปีนี้จะมีการจัดงานแห่เทียนพรรษาเพิ่มขึ้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีอีกแห่ง

สำหรับผู้ทำต้นเทียนก็เป็นช่างฝีมือชาวจังหวัดอุบลราชธานี
ดังนั้นการจัดทำงานประเพณีเทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี
ซึ่งเป็นต้นกำเนิดการแห่เทียนพรรษา ต้องทำให้ดียิ่งขึ้นกว่าทุกปี
เพื่อให้นักท่องเที่ยวสนใจมาท่องเที่ยวมากขึ้นด้วย

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ตร.ระดมกวาดล้าง 4 จว.อีสานใต้ได้อาวุธปืน ระเบิด ผู้ต้องหาเพียบ

อุบลราชธานี-ตร.ภาค 3 ดีเดย์บุกตรวจค้นรังนักค้ายาบ้า 4 จังหวัดอีสานใต้
ยึดลูกระเบิด อาวุธสงคราม กระสุนปืนจำนวนมาก พร้อมจับผู้ต้องหาคดีต่างๆ
133 คน

วันนี้( 15 พ.ค.) พล.ต.ต.อำนวย มหาผล รอง ผบช.ภ.3
แถลงผลการกวาดล้างจับกลุ่มค้ายาเสพติด 4 จังหวัดอีสานใต้ ประกอบด้วย
จ.ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี
ซึ่งระดมตรวจค้นตามแหล่งกบดานและใช้พักยาเสพติดกว่า 100 จุด
สามารถจับกุมผู้ต้องหาเสพ ครอบครอง และจำหน่ายยาบ้า ได้ผู้ต้องหา 83 คน
ของกลางยาบ้า 868 เม็ด ผู้ต้องหาจำหน่ายกัญชา 13 คน
ยึดกัญชาอัดแท่งน้ำหนัก 4 กิโลกรัมเศษ

ผู้ต้องหาเสพสารระเหย 1 ราย
ยึดรถที่ใช้เป็นพาหนะขนส่งยาบ้าเป็นรถยนต์เก๋งมิตซูบิชิ 1 คัน
รถจักรยานยนต์ 3 คัน เงินสดจากการค้ายาบ้า 30,000 บาท และโทรศัพท์มือถือ
1 เครื่อง

นอกจากนี้ การระดมกวาดล้างยังสามารถจับอาวุธปืนสงคราม อาวุธปืนยาว
อาวุธปืนสั้น ทั้งประเภทไทยประดิษฐ์และต่างประเทศได้ 163 กระบอก
ลูกระเบิดชนิดใช้ปืนเอ็ม 79 ยิงจำนวน 7 นัด ระเบิดชนิดมือขว้าง 3 ลูก
กระสุนปืนชนิดต่างๆ 261 นัด ผู้ต้องหาครอบครองอาวุธดังกล่าว 26 คน
และยังจับกุมผู้กระทำผิดคดีลักทรัพย์ คดีฆ่าผู้อื่น
ให้ที่พักพิงแก่ชาวต่างด้าว และชาวต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองอีก 24 คน

การกวาดล้างจับกุมครั้งนี้
ปฏิบัติตามนโยบายป้องกันปราบปรามการลักลอบค้ายาเสพติดของรัฐบาล
และทำตามคำสั่งของ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง
ผบ.ตร.ปป.สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่สั่งการให้กวดขันเข้มงวดจับกุมตามจังหวัด
ชายแดนติดต่อประเทศเพื่อนบ้าน
เพื่อป้องกันการไหลทะลักเข้ามาของยาเสพติดให้ต่อเนื่อง
จนกว่าปัญหายาเสพติดตามแนวชายแดนจะบรรเทาเบาบางลง

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

อุบลฯ กวาดล้างอาชญากรได้อาวุธปืน-ยาบ้าอื้อซ่า

อุบลราชธานี - เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดอุบลราชธานี
นำหมายศาลบุกตรวจค้นตามแหล่งพักยาบ้า
แต่กลุ่มนักค้ายาไหวตัวทันหลบออกนอกพื้นที่ จับได้เพียงผู้เสพ อาวุธปืน
กระสุนปืนหลายรายการ

เช้ามืดวันนี้ (15 พ.ค.) พ.ต.อ.อภิศักดิ์ เดชะคำภู
ผกก.สภ.วารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ได้ระดมกวาดล้างกลุ่มบุคคลเป้าหมาย
โดยขอหมายศาลจังหวัดอุบลราชธานี ตรวจค้นแหล่งพักยาบ้าจำนวน 6 จุด
รวมทั้งส่งชุดสายสืบนอกเครื่องตามประกบผู้มีประวัติอาชญากร
และตั้งด่านตรวจค้นในเส้นทางต้องสงสัย ปรากฏชุดสืบสวนตรวจพบเศษยาบ้า 1
เม็ด พร้อมอุปกรณ์การเสพซุกซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้าในบ้านนายทองดี
ผ่องปัญญา อายุ 47 ปี ตั้งอยู่ในชุมชนกุดปลาขาว ต.วารินชำราบ

โดยนายทองดีให้การสารภาพว่า ยาบ้าที่พบเป็นของบุตรชาย
ซึ่งมีประวัติถูกจับกุมหลายครั้งเกี่ยวกับยาเสพติด
แต่ขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นไหวตัวหลบหนีไปก่อน
จึงคุมตัวนายทองดีมาสอบสวน

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุมวัยรุ่น 3 ราย
ซึ่งตั้งวงเสพยาบ้าในหอพักชุมชนลับแล พร้อมทั้งตรวจยึดอาวุธปืนอาก้า 1
กระบอก ปืนพกสั้นขนาด .22 อีก 2 กระบอก ปืนแก๊ปยาว 4 กระบอก
พร้อมกระสุนปืนอาก้าและกระสุนปืนเอ็ม 60 จำนวนหนึ่ง

โดยอาวุธปืนที่พบถูกโยนทิ้งไว้ในป่าข้างทาง
ก่อนถึงด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ในหลายจุด จึงเก็บรวบรวมมารักษา
เพื่อรอการทำลายทิ้งต่อไป

สำหรับ ผลการกวาดล้างยาบ้าใน อ.เขมราฐ
ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายที่กลุ่มนักค้ายาเสพติดข้ามชาติใช้เป็นทางผ่าน
ลำเลียงยาบ้าเข้าประเทศไทย ปรากฏกลุ่มนักค้ายาเสพติดทั้งหมดไหวตัว
ทำให้จับกุมได้เพียงอาวุธปืนพกสั้นขนาด .38 และปืนแก๊ปยาวรวมทั้งสิ้น 5
กระบอก ส่วนผลการกวาดล้างใน 4 จังหวัดอีสานใต้ พล.ต.ต.อำนวย มหาผล รอง
ผบช.ภ.3 จะแถลงผลการจับกุมในเที่ยงวันนี้

หัวโจกแดงอุบลฯ โดนมะเร็งเล่นงานอาการทรุด พ้อ "ไอ้ตู่-ณัฐวุฒิ-วีระ" เมินดูแล

อุบลราชธานี - "ประยุทธ มูลสาร" แกนนำคนเสื้อแดงเมืองดอกบัว
ที่เคยร่วมกับ "3 เกลอหัวขวด" เคลื่อนไหวเพื่อ "นช.แม้ว" กลับมามีอำนาจ
ถูกมะเร็งลำไส้ใหญ่เล่นงานหนักต้องล้มหมอนนอนเสื่อเตรียมเข้าผ่าตัด
เผยเคยบอกแกนนำ นปช.ส่วนกลางทั้ง "ตู่-ณัฐวุฒิ-วีระ-เหวง-จรัล" แล้ว
แต่ไม่้เคยให้ความสนใจ จึงประกาศขอยุติบทบาทตั้งแต่บัดนี้

นายประยุทธ มูลสาร แกนนำกลุ่มเสรีชนเพื่อประชาธิปไตย
จ.อุบลราชธานี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อวานนี้ (13 พ.ค.)
อาการมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ตนป่วยมาราว 2 ปี มีอาการกำเริบ
ทำให้ตนเจ็บปวดอย่างหนัก
จึงเข้ามาให้แพทย์โรงพยาบาลศูนย์สรรพสิทธิประสงค์ตรวจดูอาการ
โดยแพทย์แจ้งว่าจำเป็นต้องทำการผ่าตัดทันทีภายในวันที่ 15 พ.ค.
เพื่อไม่ให้อาการป่วยลุกลามมากไปกว่านี้

"ด้วยอาการป่วยดังกล่าว
จึงขอประกาศยุติบทบาทการเคลื่อนไหวทางการเมือง
โดยได้แจ้งให้กลุ่มสมาชิกคนเสื้อแดงจังหวัดอุบลราชธานี
และจังหวัดใกล้เคียงทราบแล้ว
ส่วนทิศทางการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในนามกลุ่มเสรีชนเพื่อประชาธิปไตยจะ
เป็นอย่างไร ต้องให้สมาชิกไปประชุมตกลงกันเอง"

นายประยุทธกล่าวต่อว่า สำหรับอาการป่วยของตนเคยบอกนายจตุพร
พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายแพทย์เหวง
โตจิราการ และนายจรัล ดิษฐาอภิชัย
แกนนำคนเสื้อแดงส่วนกลางที่ร่วมเคลื่อนไหวด้วยกันทราบแล้ว
แต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับความสนใจ
หรือแสดงการเป็นห่วงเสนอให้ความช่วยเหลือดูแลเรื่องอาการเจ็บป่วยแต่อย่างใด
ตนจึงตัดสินใจประกาศยุติบทบาทการเป็นแกนนำคนเสื้อแดงจังหวัดอุบลราชธานีดัง
กล่าว

สำหรับ นายประยุทธ มูลสาร ปัจจุบันอายุ 54 ปี
อดีตเป็นข้าราชการครู
ได้ลาออกจากราชการเมื่อหลายปีก่อนเพราะมีความสนใจทางการเมือง
และเข้าร่วมทำงานทางการเมืองกับนายชูวิทย์ (กุ่ย) พิทักษ์พรพัลลภ รวมทั้ง
ส.ส.ในกลุ่มพรรคไทยรักไทยหลายคน
กระทั่งก้าวเข้ามาเป็นนักจัดรายการทางสถานีวิทยุชุมชน โดยใช้ชื่อว่า
"หนุ่มนิรนาม"

ต่อมาเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มชักธงรบมวลชนคนเสื้อแดง
จ.อุบลราชธานี ก่อนแยกตัวออกมาตั้งกลุ่มเสื้อแดงของตนเองเมื่อต้นปี 2552

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ชาวอุบลฯ เฮ! กรมโรงงานสั่งเบรกโรงไฟฟ้าชีวมวล

อุบลราชธานี-ชาวบ้านคำสร้างไชย อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี
เฮลั่นกรมโรงงานไม่อนุมัติสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลกำลังผลิต 9.9 เมกะวัตต์
ของบริษัทบัวสมหมายผลิตไฟฟ้าจำกัด
โดยตั้งข้อสังเกตไม่สามารถชี้ชัดกระบวนการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม
ด้านวิศวกรรมที่เกิดตามหลังการตั้งโรงงานรวม 14 ข้อ

จากกกรณีบริษัท บัวสมหมายผลิตไฟฟ้า จำกัด
จะสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลใช้แกลบเป็นพลังงานสร้างความร้อนผลิตไฟฟ้าวันละ 9.9
เมกะวัตต์ ในหมู่บ้านคำสร้างไชย ต.ท่าช้าง อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี
พร้อมยื่นเรื่องขออนุญาตตั้งโรงไฟฟ้ากับกรมโรงงานอุตสาหกรรม
กระทรวงอุตสาหกรรม
แต่ชาวบ้านได้ต่อต้านเรียกร้องให้ศึกษาผลกระทบก่อนสร้าง
ตามที่เสนอข่าวมาเป็นลำดับนั้น

ล่าสุด วันนี้ (13 พ.ค.) นายบุญชู สายธนู และ น.ส.สดใส สร่างโศก
แกนนำชาวบ้านได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดว่า
ตามที่บริษัทบัวสมหมายผลิตไฟฟ้าจำกัด
ยื่นขออนุญาตสร้างโรงไฟฟ้ากับกรมโรงงานอุตสาหกรรม
กรมโรงงานไม่สามารถอนุญาตให้ตั้งโรงไฟฟ้า
เพราะการขออนุญาตมีรายละเอียดไม่ถูกต้องครบถ้วน
ขาดรายละเอียดใช้ประกอบการพิจารณาหลายเรื่อง เช่น
บริเวณที่ตั้งโรงงานไม่ตรงกับโฉนดที่ดินและผังที่ดินรวม
ไม่แสดงสิ่งปลูกสร้างภายในบริเวณโรงงานถูกต้องตามมาตราส่วน เช่น
ตำแหน่งอาคารโรงงาน อาคารเก็บเชื้อเพลิง บ่อน้ำดิบ บ่อกักเก็บขี้เถ้า
ไม่แสดงแบบแปลนอาคารโรงงานตามมาตรส่วน
และคำรับรองของของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมให้ครบทุกอาคาร
พร้อมไม่มีหนังสือการอนุญาตปลูกสร้างอาคารจากองค์การบริหารส่วนตำบล
ไม่แสดงรายละเอียดกระบวนการผลิตและจุดที่จะก่อให้เกิดอันตราย
ความเสียหายเดือดร้อนรำคาญและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ไม่ชี้แจงแสดงรายละเอียดแหล่งน้ำใช้ ตำแหน่งและขนาดความจุของบ่อน้ำดิบ
ปริมาณการสำรอง ปริมาณการใช้

พร้อมให้แสดงรายละเอียดกระบวนการหล่อเย็น เช่น ขนาดและความจุของ
BASIN จำนวนรอบของการหมุนเวียนน้ำ อัตราการระเหยของน้ำในระบบหล่อเย็น
ปริมาณน้ำป้อนเข้าระบบ และระบายออกจากระบบหล่อเย็นต่อวัน

ไม่ชี้แจงแสดงรายละเอียดปริมาณการระบายน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิต
เช่น น้ำจากระบบผลิตน้ำใช้ น้ำ Blown down จาก Boiler, Cooling Tower,
Wet scrubber น้ำทิ้งใช้วิธีการเก็บกักหมุนเวียน
หรือมีการระบายออกนอกบริเวณโรงงาน
แหล่งรองรับน้ำทิ้งมีความเหมาะสมสามารถรองรับน้ำทิ้งได้โดยไม่กระทบต่อสิ่ง
แวดล้อมหรือไม่ ในกรณีมีการระบายน้ำทิ้งออกนอกบริเวณโรงงาน
ต้องมีแบบระบบบำบัดน้ำเสีย พร้อมทั้งรายการคำนวณประกอบแบบ
โดยมีคำรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม

ไม่ชี้แจงแสดงรายละเอียดการจัดเก็บเชื้อเพลิง เช่น
จัดเก็บในอาคารที่มีความจุเท่าใด หรือกองกลางแจ้ง
วิธีการป้องกันการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองที่เกิดจากการกองเก็บ
การขนถ่ายลำเลียงเชื้อเพลิงป้อนระบบ
การขนถ่ายลำเลียงขี้เถ้าไปสู่บ่อกักเก็บและการกรองเก็บขี้เถ้า

ไม่ให้รายละเอียดข้อมูลโครงการการจัดหาเชื้อเพลิงชีวมวลที่ประกอบ
ด้วยข้อมูลเกี่ยวกับชนิดและคุณสมบัติของเชื้อเพลิง ปริมาณ แหล่งที่มา
ที่เพียงพอกับขนาดกำลังการผลิตของโรงงาน

"รวมทั้งไม่มีข้อยุติในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
เป็นที่ยอมรับของประชาชนผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง
หรือผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ จากการประกอบกิจการโรงงานด้วยหรือไม่"

ทั้งนี้ หากบริษัท บัวสมหมายผลิตไฟฟ้า จำกัด
ยังต้องการสร้างโรงไฟฟ้าต่อไป
ต้องทำเรื่องชี้แจงและแสดงหลักฐานรายละเอียดตามข้อสงสัยต่างๆให้ครบถ้วน
สมบูรณ์ทั้งหมด กรมโรงงานอุตสาหกรรม จึงจะรับมาพิจารณาใหม่
เพราะการอนุญาตต้องผ่านการพิจารณาของกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กระทรวงพลังงานด้วย

ด้าน นายบุญชู ตัวแทนชาวบ้านที่ร่วมต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้า
ระบุว่า แม้ยังไม่มีข้อยุติ 100%
แต่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีแสดงให้เห็นพลังของชาวบ้าน
หากไม่ยอมโครงการต่างๆ
ที่จะเข้ามาทำร้ายชาวบ้านก็ไม่สามารถเกิดขึ้นโดยง่าย
สำหรับโรงไฟฟ้าแห่งนี้หากไปสร้างห่างจากชุมชนก็จะไม่ถูกต่อต้านอย่างนี้


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000053287

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สสจ.อุบลฯ เร่งรัดและเพิ่มระดับความเข้มข้นการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1 )

from MOPH-ข่าวภูมิภาค by สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี
ตาม ที่มีรายงานพบผู้ป่วยสงสัยไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ( H1N1 )
ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี
หน่วยงานสาธารณสุขทุกภาคส่วนเร่งรัดและเพิ่มระดับความเข้มข้นการเฝ้าระวัง
โรคและการเตรียมความพร้อมด้านการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย นายแพทย์วุฒิไกร
มุ่งหมาย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า
ตามที่มีรายงานพบผู้ป่วยสงสัยไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ( H1N1 )
ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 1 ราย
และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ หลังจากนั้น เมื่อวันที่
6 พฤษภาคม 2552 ได้มีการแถลงข่าว โดย นายแพทย์มนัส กนกศิลป์
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์
ถึงผลการรักษาตัวของผู้ป่วยที่สงสัยไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ 2009 ( H1N1 )
พบว่า ผู้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ทั่วไป ไม่พบเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์
ใหม่ 2009 ( H1N1 ) แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เพื่อเร่งรัดการเฝ้าระวังโรค รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือ
ทั้งด้านการตรวจวินิจฉัย การดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย
การเตรียมเครื่องมือและเวชภัณฑ์
ตลอดจนประสานทุกโรงพยาบาลในการตรวจคัดกรองผู้มีอาการไข้หวัดใหญ่
อย่างใกล้ชิด รวมทั้งเตรียมความพร้อมให้ทุกโรงพยาบาลมีระบบการสำรองยาต้านไวรัสและวัสดุ
อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อของบุคลากรสาธารณสุขไว้
เพี่อรักษาและป้องกันโรค โดยมีความมั่นใจว่าเพียงพอต่อการระบาดของโรค
นอกจากนั้นในระดับอำเภอและระดับตำบล
มีการร่วมมือของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและอสม.ในทุกอำเภอ ร่วมค้นหาผู้ป่วย
เฝ้าระวังโรคและให้สุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ การให้ข้อมูลแก่ประชาชน
ให้รู้ถึงสถานการณ์ที่ถูกต้องและวิธีป้องกันโรคอย่างครบถ้วน
นายแพทย์วุฒิไกรกล่าวต่อไปว่า
สำหรับมาตรการการคัดกรองที่ด่านพรมแดน/ท่าอากาศยานนานาชาติอุบลราชธานี
ได้มีการเตรียมทีม SRRTตั้งจุดคัดกรอง/ให้ความรู้แก่ประชาชน
การดำเนินการจัดทำป้ายแจ้งเตือนแก่ผู้โดยสารและนักเดินทาง
มีการจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ ยาที่จำเป็นและหน้ากากอนามัยสำหรับผู้ป่วย
ผู้เดินทาง เจ้าหน้าที่ เน้นตรวจเข้มที่บริเวณด่านพรมแดน
รวมทั้งติดตามสถานการณ์โรคทุกวันและเพื่อเป็นการป้องกันโรคดังกล่าว
จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงการปฏิบัติตัวในการป้องกันการติดเชื้อ
ว่า - หากไม่จำเป็น
ควรเลื่อนหรือชะลอการเดินทางไปยังประเทศที่เป็นพื้นที่เกิดการระบาดจนกว่า
สถานการณ์จะยุติลง หากจำเป็นต้องเดินทางไปพื้นที่เกิดการระบาด
ให้หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการไอ จาม
พร้อมปฏิบัติตามข้อแนะนำของทางการพื้นที่นั้น ๆ อย่างเคร่งครัด -
สำหรับผู้ที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่เกิดการระบาด
ถ้ามีอาการของไข้หวัดใหญ่ ภายใน 7 วันหลังจากการเดินทางกลับ
ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและคำแนะนำในการปฏิบัติตนอย่างเข้มงวด -
ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ เพื่อให้สิ่งที่สกปรกหลุดออกไป
ซึ่งสามารถป้องกันโรคได้หลายโรค - รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สะอาด
และปรุงสุกใหม่ๆ และใช้ช้อนกลาง รับประทานอาหารจำพวกผัก
ผลไม้และอาหารที่มีกากใยมากๆ -
ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงพักผ่อนให้เพียงพอ
และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ - หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด
หากป่วยมีอาการคล้ายไข้หวัดควรปิดจมูกและปากเวลาไอหรือจาม
หากสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ณ สถานีอนามัย
หรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน ท่านหรือที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี
ที่หมายเลข 0-4526-2699ต่อ 3110,3111 รสสุคนธ์ มณฑา พิมพ์/ข่าว

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมอบเครื่องอบแห้งพลังแสงอาทิตย์ช่วยเหลือ3จ.ภาคใต้

อุบลราชธานี - มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
มอบเครื่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท
ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า
ใช้ฟื้นฟูอาชีพแม่บ้าน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น ตามพระราชกระแสรับสั่ง
"ต้องเข้าถึงและเข้าใจ"

วันนี้(12 พ.ค.) ศ.ดร.ประกอบ วิโรจนกูฎ
อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ได้มอบเครื่องอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 30 เครื่อง มูลค่าประมาณ
1 ล้านบาท ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า
นำไปแจกให้กลุ่มแม่บ้านใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้อบปลาตากแห้ง
เนื้อสัตว์แห้งทุกชนิด รวมทั้งใช้อบพืชสมุนไพร หรือผลไม้
เพื่อถนอมอาหารไว้รับประทานให้นานขึ้น

สำหรับเครื่องอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นผู้ค้นคว้าทำขึ้น
โดยตัวตู้ทำจากโครงสเตนเลสไม่เป็นสนิม ด้านบนบุด้วยกระจกใช้รับแสงแดด
และติดตั้งแผงโซล่าเซลล์
จ่ายพลังงานไฟฟ้าให้พัดลมใช้ระบายความชื้นที่ติดอยู่ด้านหลังตู้อบให้อาหาร
แห้งสนิท ส่วนด้านในบุด้วยชนวนเก็บความร้อน โดยตู้มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ
1.5 ตารางเมตร และทำความร้อนได้สูงสุด 75 องศาเซลเซียส

ศ.ดร.ประกอบกล่าวว่า ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
เกิดจากความไม่เข้าใจของภาคราชการ
จนกลายเป็นผู้สร้างปัญหาให้ลุกลามบานปลายมาถึงทุกวันนี้ การแก้ไขปัญหา
จึงต้องยึดหลักตามกระแสพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานเป็นแนวทางไว้คือ
"ต้องเข้าถึงและเข้าใจ" มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ในฐานะหน่วยงานทางการศึกษา ได้ให้ความช่วยเหลือบรรเทาปัญหา

โดย รับนักเรียนที่จบการศึกษามัธยมปลายมาศึกษาต่อกับมหาวิทยาลัยเป็นประจำทุกปี
เพื่อแสดงให้เห็นเจตนาดีของคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ต่างภูมิภาค

สำหรับการจัดทำเครื่องอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
ได้รับแจ้งจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า
มีโครงการพัฒนาอาชีพแก่แม่บ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อสร้างรายได้
สร้างความมั่นคงในชีวิตให้ประชาชน
แต่ยังขาดอุปกรณ์ใช้สนับสนุนการทำโครงการ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
จึงรับภาระทำเครื่องอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ให้ฟรีจำนวน 30 เครื่อง

ทั้งนี้ เพื่อแจกให้กลุ่มแม่บ้านใช้ตามจุดประสงค์ของโครงการ
ส่วนอนาคตมหาวิทยาลัยยังมีโครงการให้การสนับสนุนการทำกิจกรรมของกองทัพภาค
ที่ 4 เพิ่มเติม เพื่อใช้แก้ปัญหาใน 3
จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สงบลงโดยเร็วด้วย

ที่มา http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000052815

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ผลคัดเลือกนักเรียนตัวแทนแข่งดาราศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ

อุบลราชธานี-สอวน.ประกาศผลการแข่งขัน สอบคัดเลือก
นักเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลาย
ซึ่งเป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิกระดับโลก
ผลนักเรียนหญิงจากโรงเรียนอุตรดิตถ์ คว้าชัยควบหลายตำแหน่งระดับมัธยมต้น
ส่วนมัธยมปลายเป็นโรงเรียนดังจากกรุงเทพฯ คือโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

วันนี้ (11 พ.ค. ) ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดอุบลราชธานี
ถึงผลการคัดเลือกตามที่มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยา
ศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือ สอวน.
จัดแข่งขันคัดเลือกตัวแทนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย
ตามโครงการแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิกครั้งที่ 6
เพื่อเป็นตัวแทนไปแข่งระดับชาติกับต่างประเทศ

โดยได้ทำการสอบแข่งขันคัดเลือกตัวแทนนักเรียน
จากศูนย์อบรมทั่วประเทศจำนวน 9 ศูนย์
และสอบครั้งสุดท้ายทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

สำหรับผลระดับมัธยมศึกษาตอนต้นรางวัลดีเยี่ยม (เหรียญทอง) ได้แก่
ด.ญ.ธมลวรรณ โอสถธนากร และได้รับรางวัลภาคปฏิบัติการณ์สูงสุด
รางวัลคะแนนรวมสูงสุด รางวัลนักดาราศาสตร์หญิงยอดเยี่ยม
โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี ตัวแทนจากศูนย์มหาวิทยาลัยนเรศวร ด.ช.ชวิน
สีตวารินโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย จากศูนย์โรงเรียนสามเสน และด.ญ.ทิพยพร
โล่ไพศาลกฤช โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น จากศูนย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ได้รับรางวัลภาคทฤษฏีสูงสุด

รางวัลดีมาก (เหรียญเงิน) ได้แก่ ด.ช.สิรวิชญ์ พิพัฒน์ประทานพร
โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย จากศูนย์โรงเรียนสามเสน ด.ญ.สุพช ชาตาใจ
โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ศูนย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด.ช.ณภัทร หงส์ทอง
โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ศูนย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

รางวัลดี (เหรียญทองแดง) ได้แก่
ด.ช.บัณฑิตดิลกนวฤทธิ์โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย
ศูนย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ด.ช.สุชาครีย์ นิติศานนท์
โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ ศูนย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด.ญ.ปานชนก
จำรัสธนสาร โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ศูนย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ด.ช.กฤตานน ศิโรรัตนกุลโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ศูนย์โรงเรียนสามเสน
ด.ญ.เจติยา ฮั่นตระกูล โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย
ศูนย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด.ช. ปริญญาอังสนันท์โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย
ศูนย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ด.ช.พฤกษ์วงศ์มณีโรจน์โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม
ศูนย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รางวัลดีเยี่ยม (เหรียญทอง) ได้แก่
นายณัฐนันท์ ตันติวัสดาการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยจากศูนย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นายทวีวัฒน์ สมบูรณ์ปัญญากุล และได้รับรางวัลทีมยอดเยี่ยม (ทีมพิเศษ)
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ศูนย์โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ นายธนวุฒิ
ธนาธิบดี และได้รับรางวัลคะแนนภาคทฤษฏีสูงสุด รางวัลคะแนนรวมสูงสุด
รางวัลทีมยอดเยี่ยม (ทีมพิเศษ) โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
ศูนย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รางวัลดีมาก (เหรียญเงิน) ได้แก่ นายเอกภพ กุลโครังสรรค์
โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยศูนย์โรงเรียนสามเสน นายพุทธิวัตร คงแก้ว
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ศูนย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด.ช.ยศธร
ทะวะบุตร โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยศูนย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายศรัณ
วรปิติรังสี โรงเรียนสามัคคีวิทยาคมศูนย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รางวัลดี (เหรียญทองแดง) ได้แก่ ด.ช.นภดล ปั้นสืบสาย
โรงเรียนสามเสนวิทยาศูนย์โรงเรียนสามเสน นายพชร วงศ์สุทธิโกศล
โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยศูนย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น.ส.รวิจง
พิพัฒน์ชัย โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยศูนย์โรงเรียนสามเสน นายวรพล รัตนพันธ์
โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยศูนย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายหริพันธ์
พิลาทองโรงเรียนวัชรวิทยาศูนย์มหาวิทยาลัยนเรศวร

นายอิทธิ ศิริธรรมจักร
โรงเรียนขอนแก่นวิทยายนศูนย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น นายอิทธิพัฒน์ พรหมนรกิจ
และได้รับรางวัลคะแนนภาคปฏิบัติการณ์สูงสุดสวนกุหลาบวิทยาลัย
ศูนย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รางวัลข้อสอบยอดเยี่ยมได้แก่
ศูนย์โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย

ที่มา http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000052216

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

แพทย์ชี้แรงงานไทยต้องสงสัยเป็นไข้หวัดธรรมดา

อุบลราชธานี - ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จ.อุบลราชธานี
แถลงยืนยันอาการป่วยของแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากประเทศเกาหลีใต้เป็นไข้
หวัดธรรมดา จึงอนุญาตกลับไปพักที่บ้านแล้ว แต่ยังเฝ้าดูอาการต่ออีก 14
วัน เพราะมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง

วันนี้(6 พ.ค.) น.พ.ศรายุทธ อุตตมางคพงศ์
ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จ.อุบลราชธานี
กล่าวถึงผลการตรวจอาการป่วยแรงงานไทยที่กลับจากประเทศเกาหลีใต้
ซึ่งมีอาการหนาวสั่นไข้ขึ้นสูงและเข้ามาพบแพทย์เมื่อวันที่ 4
พ.ค.ที่ผ่านมา จากการตรวจวิเคราะห์เชื้อโรคพบเป็นไข้หวัดธรรมดา
จึงอนุญาตให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้านพักแล้ว
แต่เจ้าหน้าที่ยังติดตามดูอาการผู้ป่วยรายนี้ต่อไปอีก 14 วัน

เนื่องจากเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่พบคนป่วยติดเชื้อไข้หวัด
ใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 รวมทั้งบ้านพักที่คนงานรายนี้อยู่
ยังมีญาติพี่น้องอีก 5 ราย
หากใครมีอาการไข้ขึ้นสูงผิดปกติก็ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที

ด้านมาตรการป้องกันโรคติดต่อตามแนวชายแดน น.พ.ศรายุทธกล่าวต่อว่า
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7
ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขได้ตั้งจุดตรวจสอบตามจุดผ่านแดนตั้งแต่จังหวัด
อุบลราชธานีถึงจังหวัดมุกดาหาร
ซึ่งเป็นจุดเดินทางเข้าออกของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ
เพื่อค้นหาคนกลุ่มเสี่ยงที่อาจได้รับเชื้อมาจากประเทศอื่น
โดยมีการตรวจวัดหาอาการป่วย

แต่ถึงขณะนี้ยังไม่พบนักท่องเที่ยวมีอาการป่วยเข้าข่ายโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่แม้แต่รายเดียว

ขณะเดียวกันก็ยังจะคุมเข้มตามสนามบินที่มีการเดินทางไปมาของชาวต่าง
ประเทศ เพื่อไม่ให้เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่มีโอกาสเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศ
ไทย จึงขอให้ประชาชนสบายใจขณะนี้ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าว
และขอความร่วมมือประชาชนหากมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดทุกชนิด
ต้องสวมหน้ากากป้องกันการแพร่เชื้อให้คนอื่นด้วย

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000050664

คนชราอุบลฯเฮเทศบาลสั่งจ่ายเบี้ย 3 เดือนรวด

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
อุบลราชธานี -เทศบาลนครอุบลราชธานี ประกาศความพร้อมจ่ายเบี้ยยังชีพคนชรา
ตามนโยบายรัฐบาลให้คนไทยอายุเกิน 60 ปี ได้รับเงินค่าเลี้ยงดูรายละ 500
บาทต่อเดือน งวดแรกจ่ายรวดเดียว 3 เดือน
ที่เหลือรอจ่ายงวดต่อไปจนกว่าสิ้นปีงบประมาณ 2552

วันนี้ (7 พ.ค.) นางรจนา กัลป์ตินันท์ นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี
กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายจ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุ
ตามโครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอัตราคนละ 500
บาทต่อเดือน โดยปีแรกจ่ายเงินสวัสดิการผู้สูงอายุรวม 6 เดือน คือ
ระหว่างเดือนเมษายน ถึงเดือนกันยายน 2552
และจ่ายอีกครั้งในปีงบประมาณต่อไป

สำหรับการตรวจสอบคุณสมบัติเทศบาลนครอุบลราชธานี
ได้เปิดให้ผู้สูงอายุยื่นหลักฐานขอขึ้นทะเบียนผู้สูงอายุเมื่อวันที่ 26
กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2552
โดยมีผู้แสดงความจำนงขอรับเบี้ยยังชีพ
และมีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์จำนวนทั้งสิ้น 5,622 ราย

ขณะนี้ ส่วนการคลัง สำนักงานเทศบาลนครอุบลราชธานี
ได้จัดทำงบรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรจากรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว
จึงขอให้ผู้ขึ้นทะเบียนมารับเบี้ยยังชีพงวดแรกระหว่างเดือนเมษายนถึง
มิถุนายนคนละ 1,500 บาท โดยเจ้าหน้าที่ได้กำหนดวิธีการทยอยจ่ายเงิน
เพื่ออำนวยความสะดวกไม่ให้ผู้สูงอายุมาคอยรับเงินเป็นเวลานาน

โดยจ่ายเรียงลำดับตามหมายเลข คือ หมายเลข 0001-1500
ให้มารับในวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม หมายเลข 1501-3000 วันพุธที่ 13
พฤษภาคม หมายเลข 3001-4500 วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม และหมายเลข
4501-5622 วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม โดยทั้ง 4 วัน
เจ้าหน้าที่จะเริ่มจ่ายเบี้ยยังชีพตั้งแต่เวลา 09.00-16.30
น.ที่อาคารสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

สำหรับผู้สูงอายุที่มารับเบี้ยยังชีพ
ต้องนำหลักฐานบัตรลงทะเบียนขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
ซึ่งเป็นบัตรสีเขียวที่เทศบาลออกให้ บัตรประจำตัวประชาชน
และทะเบียนบ้านของผู้มารับมาแสดงด้วย ส่วนผู้มาติดต่อขอรับแทน
ต้องมีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน
ทั้งผู้ขึ้นทะเบียนและผู้รับแทนมาแสดงด้วย

ผู้สูงอายุที่แสดงความจำนงให้โอนเงินเข้าบัญชีไว้ตั้งแต่ขอขึ้น
ทะเบียน เจ้าหน้าที่จะทำการโอนเงินเข้าบัญชีตามความประสงค์ภายหลังการจ่ายเงินสด
เสร็จสิ้นแล้ว หากมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองสวัสดิการสังคม
สำนักงานเทศบาลนครอุบลราชธานี โทรศัพท์ 045-246060 ต่อ 183


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 พฤษภาคม 2552 14:56 น.